รวบเพิ่มแก๊งอุ้มฆ่าสาวชุดเหลือง ก่อนพบร่างถูกฝังกลางเหว เมืองคอนปีที่แล้ว

Author:

ตำรวจ รวบเพิ่มแก๊งอุ้มฆ่าสาวชุดเหลือง ก่อนพบร่างถูกฝังกลางเหว เมืองคอน ชิงทรัพย์ฆ่าอำพราง ก่อนหนีกบดานนานร่วมปี

วันที่ 10 พ.ค. 67 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ฤทธิชัย  ชุมช่วย รอง ผกก.5 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 2 และชุดปฏิบัติการที่ 4 กก.5 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นายธนวิชญ์ หรือ เพชร ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดทุ่งสง ที่ 81/2566  ลงวันที่ 13 มี.ค. 66

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน“ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ และลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย” ได้ที่บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่งใน ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา

ส่วน นายไพฑูรย์ หรือ โอ๊ต ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดทุ่งสง ที่ 136/2566 ลงวันที่ 25 เม.ย. 2566 โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันรับของโจร” สถานที่จับ ริมถนนสายบ้านเก่า – ห้วยน้ำขาว ม.2 ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี และ น.ส.อำพิลา หรือ แต้ว ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดทุ่งสง ที่ 137/2566 ลงวันที่ 25 เม.ย. 66 โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันรับของโจร” สถานที่จับกุม ริมถนนสุขภิบาลหวายเหนียวสาย 2 ม.1 ต.แสนตอ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี

พฤติการณ์ย้อนไปเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 66 น.ส.สุพัตร ญาติผู้ตาย ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อแจ้งความว่า น.ส.สุดารัตน์ หรือ เอ๋ ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ ได้หายตัวไปจากบ้าน ที่ ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมรถยนต์ เกรงว่า น.ส.สุดารัตน์ อาจจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต จึงมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ ทำการสืบสวน โดยตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบประตูห้องนอนของ น.ส.สุดารัตน์ ถูกทุบทำลายได้รับความเสียหาย จึงเชื่อว่าการหายตัวไปของ น.ส.สุดารัตน์ น่าจะเกิดจากการถูกประทุษร้ายต่อชีวิต

ต่อมาวันที่ 15 ก.พ. 66 รถยนต์ของ น.ส.สุดารัตน์ ได้ขับผ่าน ต.หนองบัว อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี มุ่งหน้า อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ชายแดนด้านทิศตะวันตก

กระทั่งวันที่ 16 ก.พ. 66 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้ติดตามตรวจยึดรถยนต์ดังกล่าวไว้ได้ จากการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง พบว่าการหายตัวไปของ น.ส.สุดารัตน์ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.66 นั้น ได้มีการร่วมกันกระทำความผิดโดยเตรียมการ วางแผน แบ่งหน้าที่กันมาก่อนแล้ว เพื่อให้ได้ไปซึ่งรถยนต์ ตลอดจนได้มีการฆ่า น.ส.สุดารัตน์ แล้วอำพรางศพด้วยการฝังกลบดิน

กระทั่งวันที่ 13 มี.ค. 66 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เดินเท้าขึ้นไปบนภูเขาหลังสำนักสงฆ์บ้านเขาล้อม เมื่อเดินเท้าขึ้นไปได้ประมาณ 300 – 400 เมตร ลักษณะเป็นเนินสันเขา ข้ามลำห้วยไปประมาณ 10 เมตร พบร่อยรอยการขุดดินมีเศษใบไม้และก้อนหินวางปิดทับอยู่ ได้ใช้จอบขุดดินออก พบศพ น.ส.สุดารัตน์ใส่ชุดคลุมสีเหลือง นอนตะแคงชันเข่า โดยมีผ้าห่มสีเขียวคลุมห่อไว้ สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืน กระสุนฝังในศีรษะจำนวน 1 นัด

จากการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่เกิดเหตุและใกล้เคียง มีบุคคลที่เกี่ยวข้องร่วมกันในการกระทำความผิดและถูกศาลจังหวัดทุ่งสงออกหมายจับจำนวน 9 ราย  โดย 1 ในคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุตั้งแต่ต้นคือ นายธนวิชญ์ (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นคนที่บุกเข้าเอาตัว น.ส.สุดารัตน์ มาจากในบ้านในพื้นที่ ต.ช้างกลาง พร้อมนำรถยนต์มาส่งมอบให้กับพวก ขับมุ่งไป จ.กาญจนบุรี เพื่อส่งขายต่อประเทศเพื่อนบ้าน

หลังจากสับเปลี่ยนรถยนต์ที่ขับขี่มาแล้ว นายธนวิชญ์ ก็ได้เปลี่ยนไปขับรถเก๋ง พา น.ส.สุดารัตน์ เดินทางไปที่หลังสำนักสงฆ์บ้านเขาล้อม ต.พรหมโลก อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ได้ไปพบกับนายอนุสรณ์ แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนยิง น.ส.สุดารัตน์ ถึงแก่ความตายแล้วช่วยกันขุดหลุมฝังศพเอาไว้บนเนินเขาหลังสำนักสงฆ์บ้านเขาล้อมดังกล่าว หลังเกิดเหตุต่างก็ได้แยกย้ายกันหลบหนีออกนอกพื้นที่

จากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานมีผู้ต้องหาทั้งสิ้น 9 ราย แบ่งกลุ่มได้ ดังนี้

– กลุ่มผู้ลักพาตัว (อุ้มฆ่า)

นายธนวิชญ์ หรือ เพชร (สงวนนามสกุล) นายอนุสรณ์ หรือสร (สงวนนามสกุล) หลบหนี นายบุญยืน หรือกบ (สงวนนามสกุล) นายสุขพินันท์ หรือสุข (สงวนนามสกุล)

– กลุ่มผู้นำรถไปขายประเทศเพื่อนบ้าน

นายชัยญา หรือบี (สงวนนามสกุล) หลบหนี นายสมพงษ์ (สงวนนามสกุล) หลบหนี นายไพฑูรย์ หรือโอ้ต (สงวนนามสกุล) น.ส.อำพิลา หรือแต้ว (สงวนนามสกุล)

– กลุ่มซ่อนเร้นอำพรางศพ

นายเอกลักษณ์ (สงวนนามสกุล)

ทั้งนี้ นายบุญยืน, นายสุขพินันท์ และนายเอกลักษณ์ ได้ถูกเจ้าหน้าตำรวจ กก.5 บก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 8 จับกุมไปก่อนหน้านี้ และนายบุญยืน, นายสุขพินันท์ ถูกศาลพิพากษาลงโทษข้อหา “ปล้นทรัพย์” จำคุกคนละ 9 ปี ส่วนนายเอกลักษณ์ฯ ถูกศาลพิพากษาลงโทษข้อหา “ซ่อนเร้นอำพรางศพ” จำคุก 1 ปีเศษ

ต่อมาวันที่ 9 พ.ค. 67 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้สืบสวนทราบว่านายธนวิชญ์ ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.พังงา ส่วนนายไพฑูรย์ และน.ส.อำพิลา ได้หลบหนีไปอยู่พื้นที่จ.กาญจนบุรี จึงได้ประสานการปฏิบัติกับชุดหนุมานกองปราบ เพื่อวางแผนเข้าทำการจับกุมเอาไว้ได้ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ช้างกลาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *